ตำนานวัดพนัญเชิง… เรื่องราวความรักที่น่าเศร้า..."เจ้าชายสายน้ำผึ้ง-แม่นางสร้อยดอกหมาก"
ตำนานรักเรื่อง “เจ้าชายสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก” เป็นตำนานแห่งการสร้างวัดพนัญเชิงวรวิหาร จ.พระนครศรีอยุธยา
หรือวัดพระเจ้าแพนงเชิง หรือวัดพระนางเชิญ ก็มี เป็นวัดที่ได้รับความเคารพนับถือของชาวไทยและจีน
รวมถึงชาวต่างชาติอย่างไม่ขาดสาย ด้วยมีความเชื่อกันว่า
เจ้าแม่สร้อยดอกหมากสามารถดลบันดาลให้ผู้ที่กราบไหว้ได้สมปรารถนาดังที่ขอไว้ได้ทุกเรื่องทุกประการ
“ตั้งแต่อยู่วัดพนัญเชิงมา
มีเรื่องเกี่ยวกับความสำเร็จของคนมาขอพรกับเจ้าแม่สร้อยดอกหมากนับครั้งไม่ถ้วน
ที่ยอดฮิตคือ การขอพรเรื่องความรัก และการขอบุตร มีบางคนนำชุดแต่งงานมาถวาย
แต่ส่วนใหญ่จะเป็นลูกประคำ รวมทั้งทองคำ” นี่เป็นคำบอกเล่าของพระเทพรัตนากร
หรือเจ้าคุณแวว เจ้าคณะจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และเจ้าอาวาสวัดพนัญเชิง
สำหรับสำนานรักเจ้าชายสายน้ำผึ้งกับพระนางสร้อยดอกหมาก
เจ้าคุณแวว เล่าว่า โบราณนานมาแล้ว มีเด็กหญิงเล็กๆ คนหนึ่ง
เกิดอยู่ในจั่นหมากพระเจ้ากรุงจีนได้ทรงนำมาเลี้ยงไว้เป็นบุตรบุญธรรม
และได้ให้นามนางว่า “นางสร้อยดอกหมาก”
เมื่อนางสร้อยดอกหมากเจริญวัยขึ้น
นางมีรูปโฉมงดงามยิ่งนัก พระเจ้ากรุงจีนทรงโปรดให้โหรทำนายว่าในกาลภายหน้า
พระนางสร้อยดอกหมากจะคู่ควรกับกษัตริย์เมืองใด โหรพิเคราะห์ดูแล้วกล่าวว่า
คู่ของนางจะเป็นกษัตริย์กรุงไทย อยู่ทางทิศตะวันตกเป็นผู้มีบุญญาอภินิหารมากนัก
พระเจ้ากรุงจีนได้ฟังคำโหรทำนายดังนั้น ก็ทรงพอพระทัยยิ่งนัก ทางด้านกรุงไทย
ขณะนั้นกำลังว่างผู้ปกครองแผ่นดินและไม่มีรัชทายาทจะสืบราชสมบัติ
ต่อมาบรรดาเสนาอำมาตย์และสมณชีพราหมณ์ จึงทำพิธีเสี่ยงเรือสุวรรณหงส์เอกชัย
เพื่อเสาะหาผู้มีบุญวาสนามาเป็นพระเจ้าแผ่นดิน
เมื่อเรือแล่นไปถึงยังที่แห่งหนึ่งที่ริมฝั่ง
มีเด็กเลี้ยงโคกำลังเล่นกันอยู่ เรือสุวรรณหงส์เอกชัยจอดหยุดนิ่ง
ไม่เคลื่อนอีกต่อไป แม้เหล่าฝีพายจะพยายามสักเท่าไรเรือก็ไม่เคลื่อนที่
เหล่าอำมาตย์เห็นเช่นนั้น รู้สึกอัศจรรย์ใจและเกิดสังหรณ์ใจ
จึงเดินเข้าไปในกลุ่มเด็กเลี้ยงโคที่กำลังเล่นกันอยู่ พบเด็กชายคนหนึ่งท่าทางฉลาดพูดจาตอบโต้ฉาดฉาน
เหล่าอำมาตย์ต่างก็คิดว่า “ชะรอยเด็กคนนี้คงเป็นผู้มีบุญ
กิริยาท่าทางจึงต่างกับเด็กคนอื่นอย่างเห็นได้ชัด
แม้การเจรจากับเราซึ่งเป็นผู้ใหญ่กว่าก็ฉลาดหลักแหลม” เมื่อคิดดังนั้นแล้วเหล่าอำมาตย์จึงพร้อมใจกันอัญเชิญเด็กชายคนนั้นมาเป็นพระเจ้าแผ่นดินปกครองกรุงไทยต่อไป
เมื่อพระเจ้ากรุงไทยพระองค์ใหม่ได้ขึ้นปกครองแผ่นดิน
ทรงปกครองบ้านเมืองเป็นปกติสุข
ครั้งหนึ่งพระองค์โปรดให้ยกขบวนพยุหยาตราไปทางชลมารคพร้อมกับเหล่าเสนาบดี
เมื่อเสด็จมาถึงยังหัวแหลมวัดปากคลอง เป็นเวลาน้ำขึ้น จึงตรัสสั่งให้จอดเรือพระที่นั่งอยู่หน้าวัด
ทรงทอดพระเนตรเห็นผึ้งจับอยู่ที่อกไก่ใต้ช่อฟ้าหน้าบันของโบสถ์จึงทรงดำริว่า “จะขอนมัสการพระพุทธปฏิมากร ด้วยเดชะบุญญาภิสังขารของเรา
เพื่อจะได้ครองไพร่ฟ้าอาณาประชาราษฎร์
ขอให้น้ำผึ้งหยดลงมากลั้วเอาเรือขึ้นไปประทับแทนกำแพงแก้วนั้นเถิด”
หลังตรัสจบน้ำผึ้งก็หยดลงมากลั้วเอาเรือพระที่นั่งยกขึ้นไปถึงที่ทันที
เป็นที่ประจักษ์ชัดแก่ตาของเสนาบดีน้อยใหญ่
พระเจ้ากรุงไทยจึงเสด็จขึ้นไปนมัสการพระพุทธปฏิมากร
โดยเปลื้องพระภูษาทรงสักการะพระพุทธปฏิมากร
เสร็จแล้วจึงเสด็จลงเรือประทับพระที่นั่ง เรือพระที่นั่งก็ถอยลงมาตามเดิม
บรรดาภิกษุสงฆ์และเหล่าเสนาบดีต่างก็พากันถวายพระพรชัยและถวายพระนามพระเจ้ากรุงไทยว่า
“ พระเจ้าสายน้ำผึ้ง”
ครั้นถึงเวลาน้ำลง
พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงมีรับสั่งให้เหล่าเสนาบดีกลับไปรักษาพระนคร
ส่วนพระองค์นั้นเสด็จไปโดยเรือพระที่นั่งเอกชัยเพียงลำเดียว
เดินทางไปตามสถานที่ต่างๆ ด้วยอำนาจแห่งราชกุศลที่สร้างมาแต่ปางหลัง
จึงทำให้การเดินทางเป็นไปด้วยความเรียบร้อยปลอดภัย จนกระทั่งลุถึงกรุงจีน
ชาวจีนทั้งหลายเห็นเป็นอัศจรรย์ จึงนำความขึ้นทูลว่า
พระเจ้าแผ่นดินไทยองค์นี้มีบุญญาธิการมาก
พระเจ้ากรุงจีนจึงรับสั่งให้เสนาบดีผู้ใหญ่ไปสืบดูว่าพระเจ้ากรุงไทยมีบุญญาธิการจริงหรือไม่
เสนาบดีจีนออกไปทูลเชิญพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่อ่าวนาค
ซึ่งเป็นที่ที่มีภยันตรายมาก ตกเพลาค่ำเสนาบดีจีนใช้ทหารไปสอดแนมดูว่า “เหตุการณ์ร้ายแรงอันใดจะเกิดขึ้นหรือไม่” มีแต่เสียงดุริยางค์ดนตรีเป็นที่ครึกครื้น
ในคืนต่อมาเสนาบดีจึงทูลเชิญเสด็จพระเจ้าสายน้ำผึ้งประทับที่มีอันตรายมากขึ้นไปอีก
เหตุการณ์ยังเหมือนคืนก่อนเมื่อพระเจ้ากรุงจีนได้ทรงทราบก็ทรงโสมนัสยิ่งนัก
จึงมีรับสั่งให้จัดกระบวนแห่ออกไปรับพระเจ้าสายน้ำผึ้งเข้ามาภายในพระราชวัง
และให้ราชาภิเษกพระนางสร้อยดอกหมากขึ้นเป็นพระมเหสีของพระเจ้าสายน้ำผึ้ง
เมื่อเวลาผ่านไป
พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงกราบถวายบังคมลาพระเจ้ากรุงจีนกลับพระนคร
พระเจ้ากรุงจีนให้นำสำเภาห้าลำพร้อมด้วยเครื่องอุปโภคเป็นอันมาก
เมื่อถึงปากน้ำพระเจ้าสายน้ำผึ้งเสด็จเข้าพระนครก่อน เมื่อจัดตำหนักซ้ายขวาเสร็จก็จัดขบวนมารับพระนางสร้อยดอกหมากจากเรือ
โดยพระองค์ไม่ได้เสด็จไปด้วย พระนางสร้อยดอกหมากจึงไม่ยอมเสด็จขึ้นจากเรือ
กล่าวว่า “มาด้วยพระองค์ก็โดยยาก
เมื่อมาถึงพระราชวังแล้วเป็นไฉนพระองค์จึงไม่มารับ
ถ้าพระองค์ไม่เสด็จมารับก็จะไม่ไป”
เสนาบดีนำเนื้อความไปกราบทูลพระเจ้าสายน้ำผึ้งคิดว่านางหยอกเล่นจึงกล่าวสัพยอกว่า
“เมื่อมาถึงแล้วจะอยู่ที่นั่นก็ตามใจเถิด” เมื่อพระนางทราบเนื้อความจึงสำคัญว่าพระเจ้าสายน้ำผึ้งพูดจริง
จึงน้อยพระทัยและเศร้าพระทัยยิ่งนัก ครั้นรุ่งเช้าเมื่อพระเจ้าสายน้ำผึ้งจัดกระบวนแห่มารับ
และเสด็จมาด้วยพระองค์เอง เมื่อเสด็จขึ้นไปบนสำเภา
พระนางสร้อยดอกหมากจึงตัดพ้อต่อว่าพระองค์
พระเจ้าสายน้ำผึ้งจึงทรงสัพยอกอีกว่า
“เอาล่ะ เมื่อไม่อยากขึ้นก็จงอยู่ที่นี่เถิด” ฝ่ายพระนางสร้อยดอกหมากได้ฟังดังนั้น
ด้วยความน้อยพระทัยนางจึงกลั้นพระทัยตายทันที พระเจ้าสายน้ำผึ้งทรงเสียพระทัยมาก
โปรดเกล้าให้อัญเชิญพระศพของพระนางขึ้นมาพระราชทานเพลิง
ท่ามกลางความอาลัยรักของประชาชนชาวจีนและชาวไทย
จึงทรงสร้างวัดขึ้นเพื่อเป็นอนุสรณ์ถึงพระนางสร้อยดอกหมาก และได้ตั้งชื่อวัดนี้ว่า
“วัดพระนางเชิญ” แต่นั้นมา
งานวันเกิดเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
ผู้ที่มากราบไหว้ขอพรเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
บ้างก็มีความเชื่อในเรื่องของความรัก คู่ครอง และการขอบุตรจากเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
เมื่อได้สมหวังดังที่ขอ บ้างก็มีการบนบานสานกล่าวด้วยผ้าแพร ไข่มุก เรือสำเภา
หรือนำสิงโตมาเชิด ก็มีการบอกต่อหรือเล่าขานต่อๆ กันมา จนเป็นความเชื่อ
โดยถือปฏิบัติกันมาเป็นประเพณีคือ
เมื่อมานมัสการองค์หลวงพ่อโตในพระวิหารเสร็จจะต้องแวะมาสักการะเจ้าแม่สร้อยดอกหมากด้วย
ส่วนการจัดงานประจำปีเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก
เจ้าคุณแววบอกว่า เดิมทีนั้นไม่มีกำหนดวันแน่นอน จะจัดอยู่ ๒ วัน คือ ขึ้น ๑๔ ค่ำ
และ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒ เช่นเดียวกับหลวงพ่อโต จะมีกำหนดงานการจัดวัน ๔ วัน คือ
วันที่ ๙ วันที่ ๑๐ วันที่ ๑๑ หรือวันที่ ๑๒ เดือนเมษายน ทั้งนี้
กำหนดงานจะเป็นไปตามวันว่างของคณะงิ้ว
จึงเรียกคณะกรรมการวัดมาประชุมเพื่อกำหนดวันงานทุกๆ ปี ที่แน่นอน โดยพิจารณาว่าในอดีตที่ผ่านมาเลือกวันใดจัดงานมากที่สุด
ในที่สุดก็มีข้อสรุปว่า
งานสมโภชหลวงพ่อโต (งานวันเกิด) จัดวันที่ ๑๑ เมษายน
มีการนิมนต์พระมาทำบุญไม่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ รูป
ส่วนวันงานสมโภชเจ้าแม่สร้อยดอกหมาก (งานวันเกิด) จัดวันที่ ๑๕ ค่ำ เดือน ๑๒
ซึ่งตรงกับวันลอยกระทง มีการนิมนต์พระมาทำบุญไม่ต่ำกว่า ๔-๕๐๐ รูป
วิธีทำไข่ตุ๋นหม้อไฟ (ไข่ตุ๋นทะเล)
วัตถุดิบในการทำไข่ตุ๋นหม้อไฟ
(ไข่ตุ๋นทะเล)
- ไข่ไก่ 3 - 4 ฟอง
- กุ้ง,ปลาหมึก,ปูอัด
- ต้นหอม,ผักชี
- น้ำปลา
- ซีอิ้วขาว 1 ช้อนโต๊ะ
- ซอสปรุงรส 2 ช้อนชา
- พริกชี้ฟ้า
- น้ำเปล่า
ขั้นตอนและวิธีการทำไข่ตุ๋นหม้อไฟ
(ไข่ตุ๋นทะเล)
1. ขั้นตอนแรกหั่นปูอัด ปลาหมึก
กุ้ง และต้นหอม,ผักชี,พริกชี้ฟ้า
2. จากนั้นใส่น้ำในลังถึง ต่อจากนั้นนำลังถึงตั้งไฟ
(หรือใช้ภาชนะที่สามารถทนความร้อนได้เช่นหม้อไฟ
ใส่น้ำที่ปริมาณเท่ากับไข่นำไปตั้งไฟให้เดือด)
3. จากนั้นตอกไข่ไก่ใส่ในชาม
ใช้ซ่อมตีไข่ขาวแล้วไข่แดงให้เข้ากัน
4. จากนั้นปรุงรสด้วย น้ำปลา
ซีอิ้วขาว ซอสปรุงรส ที่ได้เตรียมเอาไว้แล้ว
5. จากนั้นให้ค่อยๆเติมน้ำเปล่าลงไป
แล้วคนให้เข้ากัน
6. จากนั้นนำปูอัด
ปลาหมึกและกุ้งที่หั่นเตรียมไว้ส่วนหนึ่ง และอีกส่วนหน่งนั้นแบ่งไว้แต่งหน้า
7. พอน้ำเดือดได้ที่แล้วให้นำชามไข่ที่เตรียมเอาไว้แล้วใส่ในลังถึงปิดฝาไว้
ไม่ใช้ไฟแรงมาก ใช้ไฟปานกลาง ใช้เวลานึ่งประมาณ 15 นาที
8. เมื่อไข่สุกแล้วก็แต่งหน้าตามใจชอบ
****วิธีทดสอบว่าไข่นั้นสุกหรือยัง
ใช้ซ่อมหรือว่าช้อนก็ได้แทงลงไปที่เนื้อไข่
จิ้มลงบนเนื้อไข่เบาๆ ถ้าไข่สุกแล้วไข่จะเกาะตัวกันดี
แต่ถ้าหากว่าไข่ยังไม่สุกก็จะเป็นน้ำสีของไข่ดิบนั้นไหลขึ้นมา
สิ่งที่มีค่าที่สุด
เคยคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดคือการมีเงิน
มีชื่อเสียง
มีวัตถุทุกอย่างที่ต้องการให้ครบ
จนในวันที่เราได้เห็นคนที่เรารักเจ็บป่วย
จึงรู้ว่า
ร่างกายและหัวใจ คือที่สิ่งที่มีค่าที่สุด
คนรวยที่สุดแต่กายและใจพังก็ไร้ค่า
คนธรรมดาแต่ว่ามีใจมีร่างกายที่แข็งแรงและดีนั้นมีค่ากว่ามากมาย
ในขณะที่เวลาพาเราให้เติบใหญ่
เวลาก็พาคนใกล้ๆตัวเราให้ร่วงโรยไปเหมือนกัน
เป็นธรรมดาของโลกนี้
ที่ทุกอย่างย่อมเสื่อมไปตามกาลเวลา
ไม่ว่าจะเป็นร่างกายหรือแม้แต่สิ่งที่แตะต้องไม่ได้อย่างเช่นความรู้สึก
แต่กับบางคน
ความรู้สึกเหล่านั้นไม่ได้เสื่อมไปตามกาลเวลาเลย
กลับยิ่งหนาแน่นขึ้น
ในขณะที่ร่างกายร่วงโรยไป
คนบางคนรักเราได้มากกว่าที่เขารักชีวิตของตัวเขาเอง
คนบางคนดูแลเราได้มากกว่าที่เขาดูแลตัวเขาเอง
เและเคยคิดเหมือนกันว่า
ความเจ็บปวดที่สุดคือความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกับตัวเอง
จนในวันหนึ่งที่คนบางคนนั้นร่วงโรยและป่วยไปตามเวลา
เราจึงรู้ว่า
ความเจ็บปวดที่ตัวเองเคยเจ็บมา
ไม่หนักหนาและทรมานเท่ากับเห็นคนที่เรารักเจ็บปวด
แต่เรากลับทำอะไรไม่ได้เลย
แต่ก็ไม่ได้แปลว่าเราจะไม่ทำอะไรเลย
เราจะดูแลให้ดีที่สุด
เราจะส่งกำลังให้มากที่สุด
เราจะทำหน้าเป็นคนที่เขารักให้ดีที่สุด
เพื่อสุดท้ายแล้ว
ไม่ว่าผลออกมาเป็นไง
เราจะแค่เสียใจ แต่เราจะยอมรับได้
และจะไม่เสียดายในสิ่งที่ทำ
เรียนคณะอะไรดี #เก็บเอาไว้สอนตัวเองและลูก
บางตอนจากหนังสือ "คิดต่าง
สร้างใหม่" เป็นการพูดคุยกันระหว่างพ่อกับลูก
อีกหนึ่งช่วงเวลาที่เป็นช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อในชีวิต
คือชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6
ซึ่งมันก็มาพร้อมกับการสอบเข้าเรียนในมหาวิทยาลัย
ในช่วงที่ใกล้จะสมัครสอบ
ผมก็ยังตัดสินใจไม่ได้ซักทีว่าจะลงคณะไหน
เรียนอะไร เย็นวันหนึ่งจึงเดินเข้าไปคุยกับพ่อ
ธรรม : พ่อครับ!
ผมจะเลือกเรียนคณะไหนดี ให้มันจบออกมาแล้วมีงานที่ดีทำ
พ่อ : สิ่งที่ลูกจะเรียนนะ
พ่อเลือกไว้ให้ตั้งแต่แรกแล้ว
ธรรม : อะไรเหรอพ่อ
พ่อ :
สิ่งที่พ่อจะให้ธรรมเรียนก็คือสิ่งเดียวกันกับสิ่งที่อยู่ในใจธรรมนั่นแหละ
ชอบอะไรก็เรียนอันนั้นไปเลยเพราะสิ่งที่ลูกชอบกับสิ่งที่ลูกเรียนมันจะอยู่กับลูกไปตลอดชีวิต
ดังนั้นลูกคือคนตัดสินใจ พ่อว่านะ!
จะเรียนอะไรก็ตามแต่
ไม่ต้องไปห่วงหรอกว่าจบมาแล้วจะมีงานแบบไหนให้เราทำ
เพราะว่ามัน “ไม่มีงานใดหรอกที่ต่ำ ถ้าเราทำด้วยใจที่สูง”
ธรรม : ครับพ่อ!
แต่แม่หรือญาติๆก็อยากให้ผมเรียนหมอกันทั้งนั้น ก็มันมีทั้งเงิน มีทั้งเกียรติ
สังคมไทยก็ยอมรับว่าเป็น อาชีพอันดับหนึ่ง
แต่ผมก็ไม่ได้อยากเป็นเท่าไหร่หรอก เอาไงดีพ่อ!
พ่อ : งั้นพ่อขอถามอะไรเราซักข้อนะ
ธรรมคิดว่าอะไรที่มันสำคัญที่สุดในโลกนี้
อากาศ, น้ำ, ดิน, มนุษย์, สัตว์ หรือธรรมคิดว่าอะไร
ธรรม : เอ่อ! อืม! ไม่รู้ซิพ่อ
พ่อ : น้ำหยดเล็กๆมันทำให้เกิดผืนป่า
ป่าย่อยๆมันช่วยฟอกอากาศให้สดชื่น
อากาศเพียงน้อยนิดทำให้เกิดสิ่งมีชีวิต
ชีวิตมนุษย์พักพิงอยู่บนผืนแผ่นดิน
หรือแม้แต่จุลินทรีย์ที่ดูไร้ค่ามันยังช่วยย่อยสลายสิ่งต่างๆให้เกิดสมดุล
พ่อเองก็ไม่รู้เหมือนกันหรอกนะว่าสิ่งไหนมันสำคัญที่สุดในโลก
รู้แต่ว่าถ้าขาดสิ่งหนึ่งสิ่งใดไป
โลกใบนี้มันก็จะไม่เป็นโลกอีกต่อไป
แล้วมันจะมีอาชีพไหนไหมละลูกที่ดีที่สุดหรือสำคัญที่สุด
มันอยู่ที่ตัวเราจะมองจะตัดสินใจต่างหาก
อย่าตัดสินใจอะไรเพียงเพราะบรรทัดฐานของสังคมจนเกินไป
ธรรม : เข้าใจแล้วครับพ่อ
พ่อ :
สิ่งที่ลูกต้องเรียนก็เรียนตามหัวใจตัวเองนั่นแหละ
ไม่ต้องห่วงหรอกว่าจบออกมาแล้วจะมาทำอะไร
เพราะไม่ว่าจะทำอะไรขอแค่ทำให้มันสุดๆ
เพราะมันจะเป็นความรู้สึกที่ยิ่งใหญ่เวลาที่เราบอกใครไปว่า
“เราเก่งในสิ่งที่เราเป็น”
แม้ว่าหน้าที่นั้นมันจะเป็นเรื่องที่เล็กน้อยต้อยต่ำเพียงใดก็ตาม
และมีอีกสิ่งหนึ่งที่พ่อ
อยากจะบอกลูกมากคือ
อย่าไปดูถูกใครหรือดูถูกอาชีพใดๆ
เพียงเพราะเราคิดว่าเขา “โง่” หรือ “ต้อยต่ำ”
ในโลกนี้ไม่เคยมีคนโง่
ทุกคนล้วนแต่เป็นคน “อัจฉริยะ” เพราะ
“ถ้าเราไปตัดสินปลาโดยใช้ความสามารถในการปีนต้นไม้
ทั้งชีวิตมันก็จะคิดว่ามันโง่”
ธรรม : ขอบคุณครับพ่อ
วันนั้นหลังจากที่ผมคุยกับพ่อเสร็จ
ผมก็ตัดสินใจได้ว่า
สิ่งที่ผมต้องการจะเรียนในมหาวิทยาลัยคือสิ่งใด
และมีอีกสิ่งหนึ่งที่ผมได้เรียนรู้มันก็คือ
“ใจเราเป็นเช่นไร
โลกเราก็จะเป็นเช่นนั้น
ถ้าใจเราแคบโลกของเรามันก็แคบ
ถ้าใจเรากว้างโลกของเรามันก็กว้าง
และถ้าใจเราสว่างต่อให้โลกมืดซักแค่ไหนก็จะยังคงเห็นทางไปเสมอ”
อย่าไปดูถูกใคร อย่าไปดูถูกอาชีพใด
เพราะถ้าขาดใครไป
โลกนี้มันก็คงไม่น่าอยู่อีกต่อไป
ในโลกนี้ไม่เคยมีคนที่
"ไร้ค่า"
มีเพียงแค่คนที่ "เห็น"
หรือ "ไม่เห็น" คุณค่าในตนเอง
"ดินหนึ่งก้อนอาจมีค่ามากกว่าทองหนึ่งก้อน
เพราะอย่างน้อยต้นไม้ก็ไม่สามารถงอกเงยได้บนก้อนทอง"
ถ้าเราเป็นเหรียญบาท
แล้วไปอยู่ในร้านอาหาร เราก็คงเป็นแค่เศษสตางค์ที่บางทีแม้แต่บริกรก็ยังเมิน แต่ถ้าเราไปอยู่หน้าห้องน้ำที่ต้องซื้อกระดาษชำระจากตู้หยอดเหรียญ
ขอโทษครับ เวลานั้นเศรษฐียังต้องการเหรียญบาทมากกว่าแบงค์พันอีก อยู่ให้ถูกที่
อยู่ให้ถูกเวลา
รู้ว่าที่ไหนเหมาะกับเรา
รู้ว่าที่ไหนเราจะมีค่าที่สุด
และที่นี่ “BIM 100”
ที่ที่เห็นคุณค่าของพวกคุณทุกคน
BIM 100 “จะเป็นที่
ที่ทำให้ทุกคนมีความสุข”
BIM 100 “จะเป็นที่
ที่ทำให้ทุกคนพ้นทุก”
BIM 100 “จะเป็นที่
ที่ทำให้ทุกคนปราศจากความจน”
BIM 100 “จะเป็นแหล่งศูนย์ของอาหารที่ทรงคุณค่า”
BIM 100 “จะเป็นอาชีพมหัศจรรย์”
BIM 100 “จะเป็นแหล่งรวมรายได้”
BIM 100 “จะนำพาคุณไปสู่ชีวิตใหม่”
เพราะฉะนั้น BIM 100
จะเป็นทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตของพวกเราทุกคน
ในเมื่อ BIM 100 ดีขนาดนี้แล้ว จึงอยากให้ทุกคนตะโกน คำว่า
“
BIM 100 ออกเสียงว่า บิมร้อย, BIM 100 ออกเสียงว่า บิมร้อย, BIM 100 ออกเสียงว่า
บิมร้อย ”
ออกมาดังๆ
สัก 3 ครั้ง
"วันที่ลูกสาวของพ่อ...เป็นฝั่งเป็นฝา"
...และแล้วในวันที่ลูกต้องออกไปใช้ชีวิตของลูกก็เดินมาถึง...หลายปีผ่านมา ครอบครัวของเราผลักดัน ดูแล
ส่งเสริมลูกให้มีวิชาความรู้
เพื่อให้ลูกหาเลี้ยงตัวเองได้
ไม่ต้องเจอสภาพ"ทนอด"...
แต่...นับจากนี้เป็นต้นไป
วิชาที่ลูกต้องเรียนรู้และใช้ให้เป็นด้วยตัวเองก็คือ..."อดทน"...
พ่อเขียนจดหมายน้อยของพ่อให้ลูกได้อ่าน
เผื่อใช้เป็นแนวทางให้ลูกเดินทางในการชีวิตคู่อย่างเป็นสุขได้มากขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย...
1.สิ่งที่น่ากลัวที่สุดยามมีปัญหาคือ
การแบ่งเธอ แบ่งฉัน...
เมื่อมีปัญหาเกิดขึ้น ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทอง เรื่องการงาน
รวมถึงเรื่องความสัมพันธ์...เท่าที่พ่อเคยผ่านมา ตัวปัญหาจริงๆ
มักไม่น่ากลัว...
แต่การที่เราแบ่งฝ่าย โยนความผิด
โทษกันไปมา ต่างหาเหตุ หาผลสนับสนุนตัวเอง...น่ากลัวกว่า...
ดังนั้นเมื่อได้ชื่อว่าเป็นสามี-ภรรยากันแล้ว ควรปรึกษาหารือร่วมกันแก้ปัญหาอย่างเข้าใจกัน
เห็นใจกัน รักกันจึงจะถูก
2.อย่าพูดจาเสียดสี แดกดันใส่กัน...
ถ้าให้เข้ากับยุคสมัยน่าจะตรงกับคำว่า
"Hate Speech" เฮทสปีชนั่นเอง...
ลูกอาจไม่ได้พูดเพราะต่อกัน ซึ่งถือได้ว่า
ธรรมดามากๆสำหรับคู่ชีวิตบางคู่...
คำด่าหยาบคาย สลายไปกับอารมณ์...แต่คำพูดเสียดสี แดกดัน เจ็บร้าวฝังลึกยากลืมเลือน
หลายคู่เก็บไปคิดเจ็บแค้นฝังใจจนไม่อาจเดินต่อไปได้ ก็มาจากการไม่ระวังคำพูดทำนองนี้ ไม่เว้นแม้แต่พ่อกับแม่ ดังนั้นก่อนพูดแบบนี้ต่อกัน จงคิดให้หนัก
ยกเว้นว่า...ตั้งใจจะจบกัน...ในวันหนึ่ง.
3.เบื้องหลังความสำเร็จของสามี มักมีภรรยายืนอยู่เสมอ...
จงสนับสนุนเขาด้วยการทำตัวให้สวยสมกาลเทศะ แต่งตัวสะอาดสะอ้านในแบบตัวตนของเรา ไม่ใช่สวยตามแฟชั่นเฟี้ยวฟ้าวตลอดเวลา...
รับผิดชอบงานในฐานะ"แม่บ้าน"ให้ดีตามสมควร ไม่ให้เขาต้องออกปากบ่นเบื่อ...
เข้าใจชีวิตสามีที่ต้องดิ้นรนสร้างครอบครัว การทำงานมีโอกาสผิดพลาดได้...
เมื่อเขาชนะ ภรรยาย่อมได้หน้าชื่นชมไปด้วย
ดังนั้นกลับกัน
หากเขาต่อสู้พ่ายแพ้สาหัสกลับมา
เราต้องเตรียมปฐมพยายาลเบื้องต้นให้เป็น...สิ่งนี้เป็นเหมือนขวัญกำลังใจให้เขากลับไปต่อสู้ได้อย่างมั่นใจ...
อย่าทำตัวเป็นหมอดูหลังหวยออก พูดจาซ้ำเติม
เหยียบย่ำ...มิเช่นนั้น...จงจำไว้ว่า
เราวางระเบิดเวลาไว้ใต้เตียงนอนเป็นของตัวเองเป็นที่เรียบร้อยแล้ว.
4..การทำหน้าที่ภรรยาว่าหนักแล้ว แต่การทำหน้าที่"แม่"หนักกว่า...
จำสารคดีชีวิตแม่สิงโตที่ต้องต่อสู้เพื่อเลี้ยงลูกในสภาวะอดอยากที่เราเคยดูกันได้ใช่ไหม...กล้าหาญ โหด สาหัสสักเท่าไหร่ แม่สิงโตไม่เคยหวั่นถ้าต้องทำเพื่อลูก...
หรือเรื่องราวชีวิตของ"ย่า"
ที่ต้องกางปีกปกป้องพ่อและอาอย่างกล้าแกร่งเกินใครคาดคิด...จนครอบครัวเราเดินมาถึงวันนี้...
ดังนั้นก่อนตัดสินใจมีลูก พ่อขอร้อง...ให้ถามตัวเองให้จงหนักว่า
มีวุฒิภาวะ มีความรับผิดชอบ
มีความเสียสละในฐานะแม่
เพียงพอหรือยัง...
ไม่ต้องถามสามี เพราะผู้ชายเลี้ยงลูกเพียงส่วนน้อย และถ้าวันข้างหน้าเกิดการเปลี่ยนแปลง ส่วนใหญ่แม่คือคนที่ต้องเลี้ยงดูลูกต่อไป...
ดังนั้นต้องมั่นใจว่า ทุกสถานการณ์ดี-ร้ายในวันไหนๆ เราพร้อมแล้วที่จะดูแลลูกได้ จึงค่อยตัดสินใจมีหลานให้พ่อ.
5.สุดท้าย...พ่อขอให้ลูกจงมีชีวิตคู่ที่มีความสุขด้วยทัศนคติที่ดี...
เพราะกว่าจะมาถึงวันนี้
ลูกและเขา ย่อมผ่านกาลเวลาพิสูจน์แล้วว่า
ลูกต้องการใช้ชีวิตคู่กันจริงๆ
ดังนั้นเมื่อมีโอกาสแล้ว ควรใช้ให้มีความสุขสมกับได้ตั้งใจ...
ปล่อยวางความระแวง หึงหวง เกาะติด
จิกกัด เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่ช่วยทำให้คนนอกใจ
กลับตัวได้...ในทางตรงข้ามกลับทำให้คนรักเราอึดอัด
หมดความสุขที่ได้อยู่ด้วยกัน...จนหลายคู่ต้องเลิกล้างกันเพราะรักมากเกินไป จนฝ่ายหนึ่ง"ทนไม่ได้"นี่แหละ...
พ่อใช้วิธีขีดเส้นความไว้วางใจให้แต่ละคนรับผิดชอบและเว้นพื้นที่ส่วนตัวให้ไม่อึดอัด
ไม่เช็คกระเป๋าสตางค์ ตราบที่ไม่มีปัญหาใช้เงินผิดปกติ
ไม่หยิบมือถือของอีกฝ่ายมาโดยวิสาสะ หากไม่มีสายที่เข้ามาแบบไม่ชอบมาพากล
ให้อิสระในการไปไหนมาไหนส่วนตัวตามสมควร
แต่ต้องไม่ไปค้างอ้างแรมโดยไม่มีเหตุอันควร
และต้องติดต่อได้ตลอดเวลา...หรือต้องไม่ปล่อยให้อีกฝ่ายรอคอยด้วยความเป็นห่วงแบบไม่มีสัญญาณตอบรับ...
พ่อขีดเส้นนี้ไว้ตั้งแต่แรก และตัวเองก็ต้องรักษากฎ...
หากใครเดินข้ามเส้น นั่นย่อมหมายถึงความไม่เคารพกัน ซึ่งทำให้หมดความเชื่อใจต่อกัน...
สำหรับพ่อๆเลือกจบกับคนที่เราไม่เชื่อใจ
มากกว่าราวีรบเร้าครวญคร่ำให้เขากลับมาเป็นคนเดิมที่เราต้องคอยหวาดระแวงอยู่เสมอ...
พ่อยอมนอนคนเดียวอย่างอ้างว้าง...ดีกว่านอนร่วมห้องกับคนที่ไม่แน่ใจว่า...ยังรักเราอยู่ไหม?
ขอให้ลูกมีความสุขกับการแต่งงาน&การใช้ชีวิตคู่
พ่อรักลูกครับ.
ขอบคุณบทความดีๆ จากคุณเสก มดงาน
บ้านรอยยิ้ม
#นุสนธิ์บุคส์
อันที่จริง
คนทำงานนอกจากเพื่อให้เงินมาเลี้ยงชีพและสงเคราะห์ช่วยเหลือผู้อื่นแล้ว
ควรตั้งจุดมุ่งหมายอื่นไว้อีกสัก ๓-๔ อย่าง เช่น
๑.
เพื่อตอบแทนคุณงามความดีของสถาบันที่รับเราเข้าไปทำงาน
๒. เพื่อบุญกุศล
คือทำจิตให้เป็นบุญกุศลในการงานนั้น
งานสุจริตทุกอย่างเมื่อเราทำจิตใจให้เป็นกุศลแล้ว
นอกจากจะเป็นอาชีพแล้วยังเป็นบุญอีกด้วย งานอาชีพทุกอย่างเกี่ยวข้องกับผู้อื่น
เราต้องตั้งใจทำให้ดีเพื่อให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์จากงานของเรา
ถ้าลักษณะงานเป็นประโยชน์อยู่แล้ว ก็จะยิ่งเป็นบุญกุศลทวีขึ้น
๓. เพื่อพัฒนาตน พัฒนาความสามารถ
คนเรายิ่งทำงาน ยิ่งมีความสามารถมากขึ้น บางคนทำงานได้มาก
มีผลงานมากจนคนทั้งหลายสงสัยว่า “เอาเวลาที่ไหนมาทำ” ทั้งนี้เพราะคนมีความสามารถ มีความคิดดี ทำงานเป็น
แม้จะใช้เวลาน้อยแต่จะได้งานมาก
ถ้าเขาขยันใช้เวลามากก็จะได้ผลงานมากกว่าคนอื่นที่สามารถน้อย ความคิดไม่ค่อยดี
ทำงานไม่ค่อยเป็นหลายเท่าทีเดียว งานอะไรเล่าจะหนักสำหรับผู้สามารถ
แต่น่าเสียดายที่ในสังคมของเรา คนของเรายังไม่ค่อยฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถเหนืองาน
มัวกังวลแต่เรื่องค่าจ้างที่จะได้รับ
ไม่ถือเอางานเป็นแหล่งฝึกฝนตนเองให้มีความสามารถ คอยแต่จะให้ผู้ใหญ่ใช้
ไม่ค่อยใช้ตัวเอง พอผู้ใหญ่ใช้เข้าจริงก็ไม่สามารถทำงานเขาเสีย
ผู้ใหญ่จึงไม่ค่อยใช้เพราะต้องเสียเวลาควบคุมดูแลมาก
ที่ว่า การงานเป็นการพัฒนาตนนั้น
คือนอกจากทำให้เป็นผู้สามารถยิ่งขึ้นแล้ว ยังเป็นการพัฒนาตนให้เข้ากับผู้อื่นได้
เห็นใจ เข้าใจผู้อื่น ในการนี้ เราจะต้องพัฒนาคุณธรรมมากมาย เช่น ความอดทน เมตตา
กรุณา ความไม่เบียดเบียน ความเอ็นดู ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ การพูดจาไพเราะอ่อนหวาน
พูดประสานสามัคคี พูดมีประโยชน์
ช่วยเหลือกิจการของผู้อื่นด้วยความเต็มใจเมื่อคราวต้องช่วยเหลือ
วางตนเหมาะกับตำแหน่งฐานะเสมอต้นเสมอปลาย ร่วมสุขร่วมทุกข์ ฯลฯ
คุณสมบัติคุณธรรมเหล่านี้ เราจำเป็นต้องปลูกฝังและพัฒนาในการอยู่ร่วมกับผู้อื่น
รวมแล้วการงานทำให้เราเป็นผู้มีความสามารถและมีคุณธรรมอันดี
เทียบแล้วสิ่งเหล่านี้มีค่าเหนือเงิน เพราะติดตัวเราไปได้ทุกหนทุกแห่งตลอดกาล
ไปถึงชาติหน้าอีกด้วย เงินนั้นมีทั้งคุณและโทษเจือกันอยู่ เห็นๆ กันอยู่
ไม่ต้องจาระไนมาก
๔. การงานเพื่อพัฒนาปัญญา สะสมปัญญา
การงานย่อมมีอุปสรรค มีปัญหา จะให้การงานลุล่วงไปได้ ต้องใช้ปัญญาแก้ปัญหา
เอาชนะอุปสรรค ยิ่งงานใหญ่ ปัญหาและอุปสรรคก็ใหญ่ขึ้นตาม เราต้องใช้ปัญญา
ความเพียร ความอดทนมากขึ้น ลำพังความเพียรอย่างเดียว
ถ้าไม่มีความอดทนค้ำเอาไว้แล้วความเพียรจะล้มไปได้โดยง่าย ขณะเดียวกันต้องใช้ปัญญาสอดส่องพิจารณาหาทาง
ที่ท่านเรียกว่า “วิมังสา” ปัญญานั้นยิ่งใช้ยิ่งคม ยิ่งใช้ยิ่งมาก
ไม่เหมือนเงินทองยิ่งใช้ยิ่งหมด แต่เงินถ้ามีใช้เป็น ยิ่งใช้ก็ยิ่งมากเหมือนกัน
ที่เรียกว่า “เงินต่อเงิน”
การได้ปัญญาเป็นการได้ที่ประเสริฐ
เป็นเหตุให้เกิดสุข (สุโข ปญฺญาปฏิลาโภ) ปัญญาที่ได้จากการงานที่ชอบ
(สัมมากัมมันตะ) นั้น เป็นปัญญาอันก่อให้เกิดประโยชน์อันไพศาล
ไปอ่านเจอมาจึงนำมาโพสท์บอกต่อค่ะ....เอาไว้สอนลูกหลานนะคะ
อ่านให้จบ (ดีมาก)
20 ข้อ
ที่ควรรู้และปฏิบัติก่อนอายุ 45
1. ตั้งใจเรียนในสายวิชาที่ตนเลือก
แต่ภาษาอังกฤษ จำเป็นมากๆ เเละจงให้ใส่ใจ ส่วนวิชาอื่นๆด้วย โลกแห่งความเป็นจริง
วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด ภาษาอังกฤษสร้างผลงานได้
2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัยนั้นสำคัญมากพอๆกับการคร่ำเคร่งหน้าตำราเรียน
3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่
แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้น..สามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือเปล่า
ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง
4. เมื่อถึงวัยทำงาน
ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญ ที่ต้องจำไว้ คือ
"ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด"
5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอโดยเร็วที่สุด
เพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณในชาตินี้ตลอดไป
6. ซื้อบ้านก่อน
ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง
ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด
7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก
รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่แล้วผ่อนไม่ไหว
8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรก
สู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน.
อย่าลืมคบกับที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน
9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลกใบนี้
เพราะคุณจะไม่มีทาง รู้ว่าวันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้
10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆ
ต่อให้เก่งแค่ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้
11. ควรมีงานทำมากกว่า
1 งานเพราะความมั่นคง ไม่เคยมีบนโลกใบนี้
12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้แค่อย่างเดียว
เพราะความสามารถของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ
13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามาจงอย่าปฏิเสธ
ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์
14. สร้างเนื้อ
สร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็นหนุ่ม-สาว
เพราะการฝ่าฟันอุปสรรคในช่วงอายุมากไม่ใช่เรื่องสนุก
15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ยังหนุ่มสาวเพราะเมื่อมีครอบครัวการเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่าเดิม
16. เลือกคู่ชีวิตจงคิดให้ดีๆ
อย่าดูแต่ข้อดีของเขา แต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้มากแค่ไหน
17. การมีแฟนหรือสามีภรรยายังเลิกกันได้แต่ความเป็นพ่อแม่ลูกนั้นเลิกกันไม่ได้เพราะฉะนั้นควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ
18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน
ก็ไม่สามารถทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้
19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ
ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียว
และอีกอย่างงานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต
20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง
โปรดถนอมตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป
ข้อคิดดีๆ จาก"ปู่เย็น"
ปู่เป็นมุสลิมเมืองเพชร
แต่เมียปู่เป็นไทยพุทธแถวประจวบ ทั้งสองครองรักกันยืนยาวโดยไม่มีฝ่ายใดได้
เปลี่ยนรีตเปลี่ยนรอยศาสนา รวมทั้งในชีวิตไม่เคยมีพิธีกรรมออกหน้าออกตาอันใด
ใช้หัวใจหรือหัว อะไรบ้างก็ไม่รู้ล่ะ
รู้แต่ว่าอยู่กันมายืนยาวกว่าไม้เท้ายอดทองกระบองยอดเพชร ย่าขี้เกียจอยู่ดูโลก
จากปู่ไปก่อน ตอนอายุ 92 ปี
ตอนย่าจากไปปู่ร้องไห้ อยู่ 3 เดือน
ชายชราคนหนึ่ง
ร้องไห้กับการจากไปของหญิงชราคนหนึ่งนาน 3 เดือน
คงไม่ใช่เพราะความขี้แย นับแต่วันที่ย่าจากไป
ปู่ก็ออกจากบ้านเช่าราคาเดือนละแปดร้อยบาท ขนทรัพย์สมบัติที่มีอยู่ไม่กี่ชิ้นในชีวิต
มาอยู่บ้านหลังใหม่ ไม่มีเสา ไม่มีหลังคา ยาวราวๆ 2 วา กว้างแค่ 2 ศอก บ้านของปู่เป็นเพียง เรือลำเล็กๆ ลอยอยู่ในลำน้ำเพชร ปู่กิน อยู่
หลับนอน อยู่ในเรือมานานนับสิบปี โดยมี การงานแห่งชีวิตเพียงอย่างเดียว คือ
การดักอวนหาปลา
ทุกวันปู่จะจอดเรือนั่งๆ นอนๆ
อยู่ใต้สะพานลำใย ซึ่งทอดเชื่อมระหว่างบ้านหม้อ กับตลาดวัดท่อ พอเย็นๆ
ก็จะเริ่มพายเรือออกไปหาที่วางอวน ปู่จะวางอวนคืนละ 2 ครั้ง ดึกๆ ครั้งหนึ่ง รุ่งเช้าอีกครั้งหนึ่ง
ได้ปลาปู่ก็จะเอาใส่กะละมังหิ้วขึ้นมาขายที่ตลาดวัดท่อในตอนเช้า
ก่อนเดินกลับลงไปพักผ่อน เวลาเลือนผ่านชีวิตไปโดยไม่วิตกทุกข์ร้อน
หรือไม่ก็ซ่อมอวนอยู่ในเรือนเรือ
ปู่ไม่ชอบให้ใครสงสารปู่
แต่ปู่ชอบสงสารคนอื่น ปู่มักจะขายปลาที่นับวันยิ่งหายากในราคาถูกๆ
คนที่มาซื้อเห็นปู่ขายถูก ยิ่งขอซื้อให้ถูกเข้าไปอีก แต่ปู่ก็ไม่ว่าอะไร
นานปีทีหนจึงจะมีคนใจดี ซื้อปลาไม่กี่ตัว ให้เงินเกินมา ไม่เอาเงินที่ปู่ทอนกลับไป
แบบนี้ปู่ไม่ว่าอะไร แต่ถ้าใครให้ปู่ฟรีๆ มีปัญหาทันที
ผมเคยถามว่า
ทำไมปู่ไม่ไปขอความเมตตาจากใครๆ เขา คนแก่ๆ ยังไงๆ ใครๆ ก็สงสาร ปู่บอกว่า ไม่เอา
ไม่ชอบที่สุด ดูแต่หอยซิ ไม่มีมือมีตีน มันยังหากินได้เอง (รู้จักมั้ยหอยน่ะ…ปู่ย้ำ) ประสาอะไร กับคนมีมือมีเท้า หากินเองไม่ได้ก็อายหอย
ปู่คิดและเชื่อแบบนี้
แต่มีคนมากมายที่ไม่ได้คิดและเชื่อแบบปู่
ปู่อาจดูโง่และน่าหมิ่นแคลนในสายตาของคนเหล่านั้น แต่ปู่ไม่มีวันหมิ่นแคลนตัวเอง
ขณะปู่อยู่ในเรือ คนเหล่านั้นอาจกำลังนั่งถือขันอยู่ตามสะพานลอย
หรือไม่ก็กำลังข่มขู่ทุบตีเพศแม่ที่เป็นเมียตอนที่ตัวเองกำลังเมา กำลังขูดรีด
โก่งราคา จี้ปล้น ฉ้อ โกง ฮั้วสัมปทาน เล่นแร่แปรหุ้นในตลาดเงิน
ไม่ว่าความฉลาด ความโง่ ความดี
ความชั่ว ความนับถือ และการให้ค่าในการมีชีวิต แน่นอนว่า คนพวกนั้นต่างกับปู่
ขณะที่ปู่คิดว่าคนเราไม่ว่าเฒ่าชะแร แก่ชราแค่ไหน หากยังมีลมหายใจ ก็ต้องพยายาม
อยู่ให้ได้ด้วยลำแข้งของตัวเอง โดยไม่เอารัดเอาเปรียบ และเบียดเบียนใคร พูดง่ายๆ
ว่ารับผิดชอบดูแลตัวเอง หาอยู่หากินเอง ว่างั้นเหอะ
** ปู่อาจไม่รู้จักคำว่าศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ในหัวสมองปู่อาจไม่มีคำว่าชีวิตที่สง่างาม ความหยิ่งทะนง
แต่ปู่มีสิ่งเหล่านี้อยู่ในชีวิต ซึ่งบางทีคนที่ใช้คำเหล่านี้หากินบ่อยๆ
เสียอีก.....ที่ชีวิตไม่มีสิ่งเหล่านี้..............
ใครกำลังเหนื่อยบ้าง..............
ถ้าพูดถึงคำว่า..เหนื่อย..
หลายคนคงรู้จักมักคุ้นกับคำนี้เป็นอย่างดี..
เพราะเหนื่อย..คำนี้..
ได้สร้างความรู้สึกหดหู่..ท้อแท้ในจิตใจ..
หลายคนต้องถอนหายใจยาว ๆ..
พร้อมปลดปล่อยความทุกข์ออกจากจิตใจ..
หลายคนกว่าจะสูดลมหายใจลึก ๆ..
เพื่อสู้กับความเหนื่อย..
ก็ต้องทำใจอยู่นาน..
เพราะรู้สึกว่า..หดหู่..ท้อแท้..หมดหวัง..
อ่อนเพลีย..อ่อนแรง..และอ่อนใจ..
แต่จะมีใครสักกี่คน..
ที่มองเห็นคำว่า..เหนื่อย..
คือ..ยาพักผ่อน..ยานอนหลับ..ชนิดพิเศษ..
เพราะเมื่อใดที่เรารู้สึกเหนื่อย..
สิ่งที่เราจะต้องทำและรับมือกับความเหนื่อย..
ก็คือ..หยุดพักก่อนสักนิด..
พักใจ..
ให้หายเหนื่อยเสียบ้าง..
กับความทุกข์ท้อใจในชีวิต..
พักใจ..
ให้หายเหนื่อยเสียบ้าง..
กับความยากลำบากจากแรงกาย..
พักใจ..
ให้หายเหนื่อยเสียบ้าง..
หยุดนิ่ง ๆ ให้ใจได้อยู่เงียบ ๆ
คนเดียว..
เพื่อสร้างความสุขสงบภายในจิตใจ..
จะเห็นได้ว่า..
ความเหนื่อยสามารถทำให้เราได้มองเห็น..
ความสงบสุขภายในใจได้เร็ว..
โดยเฉพาะเวลาที่เหน็ดเหนื่อย..ท้อแท้..
ต่อปัญหาความทุกข์ที่เกิดขึ้นในใจ..
จงหยุดให้ใจของเรา..
พักเหนื่อยเสียบ้าง..สักนิด..
เพื่อทำใจให้นิ่ง ๆ..
แล้วเราจะพบความสงบสุขในจิตใจ..
เหนื่อยนัก..พักก่อนดีไหม ??
เหนื่อยนัก..พักก่อน..หายเหนื่อย..ลุกขึ้น..ย้ำเดิน..ต่อไป..
เรื่องที่สุด ของคน 12 ราศี
ตรงกันป่าว ชอบใจไลค์เลยจ้า
ราศีมังกร
- ดุที่สุด
- มีความมั่นใจที่สุด
- ยิ่งแก่..ยิ่งรวยที่สุด
- มีเหตุผลที่สุด
- ขี้เหนียวที่สุด
- ทื่อมะลื่อที่สุด
(ซื่อตรงเหมือนคนโง่)
- รักจริง เกลียดแรงที่สุด
ราศีกุมภ์
- อารมณ์ศิลปินที่สุด
- รสนิยมแปลกที่สุด
- รักอิสระที่สุด
- เลือดร้อนที่สุด
- มีลางสังหรณ์แม่นที่สุด
ราศีมีน
- อาภัพคู่ที่สุด (รองลงมาคือกันย์
กับพิจิก)
- มีเกณฑ์จะโหนคานมากที่สุด
- หาเงินง่าย แต่จ่ายแหลกที่สุด
- หูเบาที่สุด
ราศีเมษ
- ขี้หึงที่สุด
- ใจนักเลงที่สุด
- ขี้วีนที่สุด
- กล้าลองสิ่งแปลกใหม่ที่สุด
- จอมบงการที่สุด
- มีรักไฟแลบที่สุด
- รักเดียวใจเดียวที่สุด
เรื่อง "ที่สุด" ของคน 12
ราศี
ราศีพฤษภ
- มีความอดทนสูงที่สุด
- ชอบหว่านเสน่ห์ที่สุด
- ฟอร์มจัดที่สุด
- โก๊ะที่สุด
- เก็บกดที่สุด
- รักนะ แต่ฟอร์มจัดที่สุด
ราศีเมถุน
- มีโอกาสเบี่ยงเบนทางเพศที่สุด
- โลเลหลายใจที่สุด
- ขี้เบื่อที่สุด
- มีรักแท้ ดูแลดีที่สุด
- จับจดที่สุด
ราศีกรกฏ
- รักครอบครัวมากที่สุด
- ขัดแย้งกับตัวเองที่สุด
- ขี้น้อยใจที่สุด
- เป็นคนเจ้าน้ำตาที่สุด
- ขี้งอนที่สุด
- รักนะแต่ไม่แสดงออกที่สุด
- เอาแต่ใจที่สุด
ราศีสิงห์
- ดื้อที่สุด
- หยิ่งที่สุด
- ขี้เหนียวที่สุด
- ฮึดที่สุด
- ครบเครื่องเรื่องกิเลสตัณหาที่สุด
- เจ้าเล่ห์เพทุบายที่สุด
เรื่อง "ที่สุด" ของคน 12
ราศี
ราศีกันย์
- หัวโบราณที่สุด
- จู้จี้ จุกจิกที่สุด
- หัวใจเจ็บแล้วไม่จำที่สุด
- เผด็จการที่สุด
ราศีตุลย์
- อกหักซ้ำซากที่สุด (รองลงมาคือ
สิงห์)
- โรแมนติคที่สุด
- มีความยุติธรรมที่สุด
- อ่อนน้อมถ่อมตนมากที่สุด
- เจ้าชู้โฉ่งฉ่างที่สุด
- ระเบียบจัดที่สุด
- กะล่อนที่สุด
ราศีพิจิก
- ร้ายลึกที่สุด
- มีโลกส่วนตัวสูงที่สุด
- มีเสน่ห์ที่สุด (รองลงมาคือ ตุลย์)
- มีชุดชั้นใน
หรือกางเกงในที่เซ็กซี่ที่สุด
ราศีธนู
- เจ้าชู้ที่สุด
- มองโลกในแง่ดีที่สุด
- เจ้าชู้เงียบที่สุด
- เจ้าชู้ งุบงิบที่สุด
- มากรักหลายใจที่สุด
มาล้างลำไส้กันเถอะ ลองเอา 3 สูตรนี้
ไปทำกันรับรองว่าได้ผลชัวร์!!
เรื่อง
“อุจจาระตกค้าง” เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุคือ
เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด, กินอาหารที่มีกากใยน้อย, มีพยาธิ หรือ เชื้อรา ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ หรือ ระบบดูดซึมเสีย
เพราะน้ำมันพืชเคลือบทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป ไม่หมุนเวียน
หากถ่ายอุจจาระ
หลังเวลา 7 โมงเช้าลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบนเวลาถ่ายจะ
ถ่ายไม่หมด แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอมาจ่ออปลายทวาร
ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึหลัง 7 โมงเช้า
ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ บีบอุจจาระให้ขาดช่วงเวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว
เราก็หยุดแต่ความจริง อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป
ไม่มาจ่อปลายทวารทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว
อุจจาระที่ค้างไว้นี้ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้
พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่ามันก็แซงหน้าไปก่อน
แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น
ฉะนั้น
ทุกวันที่ถ่าย มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อยๆ อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่างๆ
ในกระเพาะ และกดทับกระดูกหลัง ทำให้เกิดอาการมากมายเช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา
ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก เวียนหัวอ่อนเพลียนอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และอื่น
ๆ นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่าเวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ
การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5
สาเหตุข้างต้น
แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้
สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาให้ตรวจ ก็แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้ว
ลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้
สูตรที่ 1เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้วทิ้งไว้
30 นาที ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้าออกมา
ทานเป็นปกติได้ทุกวันหรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ
สูตรที่ 2
ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออก
ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออก
สูตรที่ 3
ดื่มนมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ500 มิลลิลิตร) และ
กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า
ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วันหากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
หรือตามที่เห็นสมควร
(ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.naarn.com/736/)
มาล้างลำไส้กันเถอะ ลองเอา 3 สูตรนี้ ไปทำกันรับรองว่าได้ผลชัวร์!!
เรื่อง “อุจจาระตกค้าง”
เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุคือ เคี้ยวอาหารไม่ละเอียด, กินอาหารที่มีกากใยน้อย, มีพยาธิ หรือ เชื้อรา
ทำให้ระบบย่อยอาหารผิดปกติ หรือ ระบบดูดซึมเสีย เพราะน้ำมันพืชเคลือบทำให้น้ำที่ดื่มเข้าไป
ไม่หมุนเวียน
หากถ่ายอุจจาระ หลังเวลา 7
โมงเช้าลำไส้จะบีบให้อุจจาระขึ้นไปข้างบนเวลาถ่ายจะ ถ่ายไม่หมด
แต่ไม่รู้ตัว ที่ปลายลำไส้จะมีประสาทปลายทวาร
เมื่อมีอุจจาระที่เหลวพอมาจ่ออปลายทวาร ประสาทจะส่งสัญญานบอกสมองให้ปวดอึหลัง 7
โมงเช้า ลำไส้จะทำงานไม่เป็นปกติ
บีบอุจจาระให้ขาดช่วงเวลาถ่ายจนรู้สึกว่าหมดแล้ว เราก็หยุดแต่ความจริง
อุจจาระท้ายขบวนยังไม่ออก แต่มันถูกดันกลับขึ้นไป
ไม่มาจ่อปลายทวารทำให้เราไม่ปวดอึ เราก็นึกว่าหมดแล้ว
อุจจาระที่ค้างไว้นี้ก็จะเกาะที่ผนังลำไส้ พอมีอุจจาระใหม่ที่เหลวกว่ามันก็แซงหน้าไปก่อน
แต่มันไม่สามารถดันพวกที่ค้างแข็งให้ออกไปได้ พวกที่ค้างแข็งไว้ ก็เกาะติดแน่น
ฉะนั้น ทุกวันที่ถ่าย
มันก็ถ่ายเฉพาะอึที่เหลวพอส่วนที่เหลือ ก็เกาะไปเรื่อยๆ
อุจจาระตกค้างจะไปทับเส้นเลือดต่างๆ ในกระเพาะ และกดทับกระดูกหลัง
ทำให้เกิดอาการมากมายเช่น ท้องอืด ปวดหลัง ปวดขา ปวดกล้ามเนื้อที่ไหล่และสะบัก
เวียนหัวอ่อนเพลียนอนไม่หลับ เป็นฝ้า ไมเกรน และอื่น ๆ
นั่นแหละเป็นที่มา..ที่คุณหมอพรทิพย์เขียนไว้ว่าเวลาผ่าศพจะเจออุจจาระตกค้างในลำไส้อย่างน่าตกใจ
การนำอุจจาระตกค้างออกจึงจำเป็นต้องหาว่าเป็นที่สาเหตุใดใน 5 สาเหตุข้างต้น
แต่ถ้าสามารถได้รับการตรวจด้วยลูกดิ่งเพนดูลั่มก็จะรู้ได้ สำหรับท่านที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาให้ตรวจ
ก็แนะนำให้ถ่ายพยาธิเสียก่อน แล้ว ลองสูตรอาหารดังต่อไปนี้
สูตรที่ 1
เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้วทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวันหรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ
เม็ดแมงลัก 2 ช้อนชา ผสมน้ำ 1 แก้วทิ้งไว้ 30 นาที ดื่มก่อนนอน เม็ดแมงลักจะลากอุจจาระตกค้างออกมา ทานเป็นปกติได้ทุกวันหรือ 3-4วันต่อสัปดาห์ แล้วแต่จะชอบ
สูตรที่ 2
ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออก
ทานผักบุ้ง 2 กำมือ ผัด หรือ ต้ม ทำอาหารตามใจชอบผักบุ้งจะลากอุจจาระตกค้างออก
สูตรที่ 3
ดื่มนมสด 2 กล่อง (รวมจะได้ประมาณ500 มิลลิลิตร) และ
กล้วยน้ำว้า 2 ลูก ทานก่อน 6 โมงเช้า
ช่วงแรกควรทานติดกัน 3 วัน หากถ่ายก่อน 7 โมงเช้าเป็นปกติได้แล้ว ก็ลดมาเป็นสัปดาห์ละ 2 ครั้ง
หรือตามที่เห็นสมควร
ใครที่มี “อุจจาระตกค้าง” ลองเอาสามสูตรนี้ไปทำกันรับรองว่าได้ผลชัวร์
เงิบ !! รถมอเตอร์ไซต์โดนขโมยคาร์บูเรเตอร์
แถมยังเขียนกระดาษแปะด้วยความที่อ่านแล้ว จะสงสารใครดี ???
วันนี้ 24 กุมภาพันธ์ 2559 เวลาประมาณ
09.30 น. มีเจ้าของรถจักรยานยนต์ยี่ห้อ คาวาซากิ
คันหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในหมู่บ้านเอื้ออาทร ซอยเจ้าแม่กวนอิม ต.ป่าแดด อ.เมือง
จ.เชียงใหม่ ได้แจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจให้มาตรวจที่เกิดเหตุ เนื่องจาก
คาบูเรเตอร์รถถูกขโมยไป ซึ่งจอดรถไว้ประมาณเที่ยงคืน
ตื่นมาเห็นอีกทีตอนเช้านี้ที่เจ็บใจมากที่สุด
ไม่ใช่อะไหล่รถที่หายไปแต่เป็นข้อความที่เขียนบนกระดาษแล้วนำมาติดไว้ที่รถ
จะสงสารใครดี ???
เคล็ดลับ
วิธีเก็บมะนาวสดไว้กินได้ตลอดปี แค่ใช้เวลาไม่ถึง 5นาทีเท่านั้น
วิธีเก็บมะนาวให้สดได้นานวิธีไหนที่ว่าแน่เจอวิธีนี้เข้าไปรับรองว่าทั้งง่าย
ได้ผลดี เก็บได้นานเป็นปีและยังสดเหมือนเดิมแน่นอนครับ ค้นพบวิธีนี้โดย
คุณอนงลักษณ์ วิจิตรศิริโสภณพานิชย์ ขอบคุณที่เผยแพร่ความรู้ดีครับ
วิธีการนะครับ
§ ใช้ฟิล์มถนอมอาหารใสชนิดขนาดตามจำนวนของลูกมะนาวที่จะเก็นไว้
หรือจะใช้วิธีทำเป็นหลายแพ็คก็ได้
§ นำมะนาวมามาวางบนฟิล์มที่เตรียมไว้
§ หมุนฟิล์ม
รัดมะนาวแน่นๆทีละลูกไปจนครบ ตรวจสอบดูว่าฟิล์มรัดลูกมะนาวดีหรือยัง
ถ้ามีส่วนใหนที่ฟิมล์รัดไม่หมด ก็ใช้ฟิล์มรัดอีกรอบก็ได้
หลักๆคืออย่าให้อากาศเข้าถึงครับ
§ เก็บในตู้เย็นทยอยใช้ปรุงอาหารทั้งปีก็ไม่เน่าไม่เสีย
วิธีง่ายๆ ที่สามารถเก็บมะนาวสดไว้กินแบบนาน
ซึ่งวิธีนี้ง่ายมากกว่าการที่เราเก็บน้ำมะนาวไว้ ไม่เสียเวลามากที่สำคัญประยัดกว่าวิธีอื่นๆมากครับ
ตารางลดพุง 30 วันจ้า ตารางนี้จะมี 4
ท่านะคะ นอกจากคุมอาหารและคาร์ดิโอเป็นหลักแล้ว
+ท่าบริหารเข้าไปด้วย Six-pack ไม่ไกลเกินเอื้อมค่ะ!
Save/Share เก็บไว้ได้เลย
มีเพื่อนลดพุงอยู่ tag เพื่อนเลย
วิธีเล่นแต่ละท่า (ดูภาพประกอบ)
Plank: *นับเป็นวินาที*
ตั้งศอกยกตัว เกร็งค้างไว้ หลังตรง ก้นไม่โด่ง ตามองพื้น
ค้างไว้จนถึงเวลา(วินาที)ที่กำหนด
Bridges: นอนราบชันเข่าขึ้น
จากนั้นยกก้นแอ่นขึ้น-ลง *นับเป็น 1 ครั้ง
Flutter kicks: นอนราบยกขาขึ้นเล็กน้อยสลับไปมา
ซ้าย-ขวา *นับเป็น 1 ครั้ง
Bicycle
crunches:- นอนราบ มือประสานไว้ที่หัวด้านหลัง ยกเท้าลอยประมาณ 2 ฟุต
-
จากนั้นก้มตัวให้ศอกขวาไปแตะกับหัวเข่าซ้ายโดยยกเข่าซ้ายเข้ามาหาด้วย
- ทำสลับอีกข้าง *นับเป็น 1 ครั้ง
#ทุกท่าสามารถแบ่งเป็นเชตได้ตามกำลัง
#พักระหว่างเซตไม่เกิน1นาที
สำหรับคนรักสุขภาพแอดมินแนะนำเพจนี้เลยจ้า
"คลับคนรักสุขภาพ"
มีบทความเกี่ยวกับสุขภาพ รักสุขภาพ นานาสาระสุขภาพ
และป้องกันมาให้อ่านกันจ้า
ตะลิงปลิง : เปรี้ยว แต่เยอะ
ยอดอ่อนและก้านดอกใช้ต้มจิ้มน้ำพริก
ผลอ่อนมีรสเปรี้ยวจัด นิยมใช้แกงส้ม แกงคั่ว ทำน้ำพริก ต้มหมู ต้มเนื้อ
ยำต่างๆ
สรรพคุณทางยามากมาย
- ราก : แก้พิษร้อนใน กระหายน้ำ
ฝาดสมาน บำรุงกระเพาะอาหาร แก้เลือดออกตามกระเพาะอาหาร ลำไส้ ดับพิษร้อนของไข้
แก้ริดสีดวงทวาร แก้คัน แก้คางทูม แก้ไขข้ออักเสบ รักษาสิว รักษาซิฟิลิส
บรรเทาโรคเกาต์ บรรเทาการอักเสบของลำไส้ใหญ่
- ใบ : ใช้พอกแก้คัน
ที่ประเทศฟิลิปปินส์ใช้พอกรักษาคางทูม โรคข้อรูมาตอยด์ และรักษาสิว
ใช้ภายในโดยนำมาต้มดื่มรักษาอาการอักเสบของลำไส้ใหญ่ รักษาซิฟิลิส แก้ไขข้ออักเสบ
น้ำต้มใบใช้อาบให้กับผู้ป่วยที่มีไข้
- ดอก : นำมาชงเป็นชา แก้ไอ
- ผล : ช่วยเจริญอาหาร
บำรุงกระเพาะอาหาร ฝาดสมานและลดไข้ แก้เสมหะเหนียว ฟอกโลหิต ยาบำรุงแก้ปวดมดลูก
แก้ไอ บรรเทาโรคริดสีดวงทวาร แก้ลักปิดลักเปิด ชาวเกาะชวากินผลร่วมกับพริกไทยเพื่อขับเหงื่อในผู้มีอาการซึมเศร้า
(เครดิตภาพ : Supavinee-Tuk, นายวีระ คมวิลาศ,
Chatchai Powthongchin, สายนที"๑๙,
natres_psu_ac_th, ปลายแป้นพิมพ์, --ส้มโอ--, ศุลีพร นครสวรรค์)
** สมุนไพรใกล้ตัว
มุ่งเสนอสรรพคุณทางยา การนำไปใช้ควรพิจารณาอย่างรอบด้าน **
สำหรับคนรักสุขภาพแอดมินแนะนำเพจนี้เลยจ้า
"คลับคนรักสุขภาพ"
มีบทความเกี่ยวกับสุขภาพ รักสุขภาพ นานาสาระสุขภาพ
และป้องกันมาให้อ่านกันจ้า
"ถ้าข้าพเจ้ามีเวลา 6
ชั่วโมงในการตัดต้นไม้ ข้าพเจ้าจะใช้ 4 ชั่วโมงแรกไว้ลับขวาน” Abraham Lincoln
การทำงานหนักไม่ได้แปลว่าจะได้งานที่ดี
เพราะงานที่ดีนั้นต้องผ่านการใคร่ครวญและการคิดอย่างหนัก...จึงดี
!!
คิดใคร่ครวญเราทำงานหนักบ้างหรือไม่...มันผ่านการคิดหรือไม่...
หรือว่าเอาแต่ทำมันเข้าไปเรื่อยๆ
จนมันเสร็จก็พอใจแล้ว
การทำงานที่ดีนั้น
มันต้องผ่านการลงมือทำ
และทำมันซ้ำๆจนกว่าจะเจอคำว่า
ดีที่สุด
เมื่อเวลาผ่านไป...ที่เคยดี
อาจจะไม่ดีอีกต่อไป...
มันไม่ใช่ทำงานหนักไม่ดี...แต่มันบอกว่า...ต้องมีการพัฒนา...
คล็ดลับความสุข
ของ......อาจารย์ดร.อาจอง ชุมสาย
อาจารย์บอกว่าคนชอบถามว่า "ฉันต้องการความสุข" ทำยังไง? ท่านตอบแบบธรรมะเลยค่ะ
อาจารย์ให้ตัด "ฉัน"
ออกไปมันเป็นอัตตา
จากนั้นก็ตัดความโลภคือ
"ต้องการ" ออกไป
ที่เหลือนั่นแหละคือ..."ความสุข"
ง๊ายง่ายเนอะ...ว่าไหมคะ
ได้เคล็ดลับแล้ว จากนี้ไปขอให้"มีความสุข"กันนะคะ หรือปฏิบัติตามนี้ค่ะ
1. รักตัวเองให้มาก
กฎพื้นฐานของการมีความสุขคือ
คุณจะต้องรักตัวเองก่อน ถึงจะมีความสุขได้ เพราะความสุขจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ
คุณมีความสุขกับสิ่งที่ตัวเองเป็นเท่านั้น ดังนั้นควรเรียนรู้ที่จะยอมรับข้อดีและข้อเสียของตัวเอง
และเป็นตัวของตัวเองให้มากที่สุด เห็นคุณค่าของตัวเองให้มาก
และไม่ว่าใครจะพูดหรือทำอะไรให้คุณรู้สึกไม่ดีก็ไม่จำเป็นต้องไปใส่ใจ
จำไว้ให้ดีว่า คุณค่าของคุณขึ้นอยู่กับมุมมองของตัวคุณเองนั่นแหละ
2. คาดหวังให้น้อยลง
ชีวิตคนเราต้องพบกับความผิดหวังอยู่ตลอดเวลานั่นแหละ
เพราะสิ่งไม่คาดฝัน รวมทั้งอุปสรรคจะวนเวียนเข้ามาในชีวิตของเราอยู่เสมอ
ดังนั้นไม่ควรคาดหวังสูงนัก เวลาที่ผิดหวังจะเสียใจจนรับไม่ไหวเปล่า ๆ
ควรพยายามคาดหวังให้น้อยที่สุดเท่าที่จะทำได้ นอกจากจะช่วยให้คุณผิดหวังน้อยลงแล้ว
เวลาผลที่ออกมาดีกว่าที่คาดหวังไว้ จะยิ่งรู้สึกประทับใจขึ้นอีกด้วย
3. เต็มใจช่วยเหลือคนอื่นตลอดเวลา
คิดดูสิว่าโลกเราจะน่าอยู่มากขึ้นแค่ไหนถ้าทุกคนเต็มใจที่จะช่วยเหลือกันโดยไม่หวังอะไรตอบแทน
คุณไม่จำเป็นต้องมานั่งคิดว่าถ้าคุณช่วยเขาแล้วคุณจะได้อะไร ช่วยแค่เพราะอยากทำอะไรดี
ๆ ให้ใครสักคนก็พอแล้ว ลองหวังดีช่วยคนอื่นโดยไม่หวังผลดูบ้าง
เชื่อเถอะว่าจะทำให้คุณรู้สึกดีกับตัวเองมากกว่าที่คิด
4. ขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ผ่านเข้ามา
ไม่ว่าจะเป็นเรื่องดีหรือเรื่องร้าย
ๆ ที่ผ่านเข้ามาในชีวิตของเรา ก็ควรมองหาข้อคิดดี ๆ ที่ได้จากมัน
เพราะในขณะที่เรื่องดี ๆ ทำให้คุณยิ้มได้และมีกำลังใจจะสู้ชีวิต เรื่องร้าย ๆ
ก็เป็นบทเรียนสำคัญที่ทำให้คุณเข้มแข็งและเป็นผู้ใหญ่มากขึ้นเช่นกัน
เพราะฉะนั้นควรขอบคุณทุกประสบการณ์ที่ได้รับ และพยายามหาวิธีไม่ให้ความผิดพลาดเดิม
ๆ เกิดขึ้นซ้ำสองจะดีกว่า
5. พยายามเข้าใจคนอื่นให้มากขึ้น
แม้ในหลาย ๆ
ครั้งอาจยากที่จะทำใจไม่ให้โมโห เวลาที่มีคนมาทำให้คุณหงุดหงิด
อย่างเช่นเวลาที่มีคนขับรถปาดหน้าคุณ แต่ก่อนจะโมโหควรพยายามมองพวกเขาในแง่ดีก่อน
เขาอาจมีธุระเร่งรีบจริง ๆ หรือเจอเรื่องแย่ ๆ มาทั้งวันแล้วก็ได้ ควรเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง
คุณจะได้รู้สึกโกรธให้น้อยลง และเห็นใจคนอื่นให้มากขึ้น
6. กล้าที่จะลองอะไรใหม่ ๆ
ลองทำอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ
เพื่อให้ชีวิตมีสีสันดูบ้าง ด้วยการตอบรับเรื่องท้าทายเล็ก ๆ น้อย ๆ
ที่เข้ามาในชีวิตทุก ๆ วัน เช่น ลองไปโดดบันจี้จัมพ์ หรือทักคนแปลกหน้าทั้ง ๆ
ที่คุณเป็นคนขี้อายดูบ้าง วิธีนี้จะทำให้ชีวิตไม่ซ้ำซากน่าเบื่ออย่างที่เคย
และยังช่วยให้คุณได้เปลี่ยนตัวเองเป็นคนที่พร้อมจะเปิดรับสิ่งต่าง ๆ
มากขึ้นอีกด้วย
7. รู้จักใช้วิธีหว่านล้อม
คุณควรเรียนรู้ว่าการพูดจาดี ๆ
เพื่อให้ได้สิ่งที่ต้องการนั้น ได้ผลชะงัดกว่าการเร่งรัดพูดเสียงแข็งหรือใช้กำลังเป็นไหน
ๆ ไม่มีใครชอบถูกบังคับหรอก หากคุณคอยบ่นว่า เพื่อให้ใคร ๆ ทำอย่างที่คุณคิด
ก็มีแต่จะทำให้พวกเขารำคาญและคอยหลีกหนีคุณเปล่า ๆ
แถมยังทำให้พวกเขารู้สึกกดดันตลอดเวลาอีกด้วย ในทางกลับกัน หากคุณค่อย ๆ อธิบายด้วยเหตุผลดี
ๆ พวกเขาก็จะเต็มใจรับฟังคุณมากขึ้น
และยังไม่ทำให้คุณต้องคอยบ่นจนเสียสุขภาพจิตอีกด้วย
8. ลองนั่งเงียบ ๆ คนเดียวดูบ้าง
หาเวลาหลีกหนีความวุ่นวายต่าง ๆ
มาใช้เวลากับตัวเองดูบ้าง ใช้เวลานี้คิดทบทวนเรื่องต่าง ๆ
ที่ผ่านมาทั้งความรู้สึกผิด หรือเรื่องเสียใจหลาย ๆ เรื่อง
แล้วพยายามปล่อยวางให้มาก เรียนรู้จากมันก็พอ แต่อย่าให้เรื่องร้าย ๆ
ตามมาหลอกหลอนคุณไปตลอดชีวิต อาจลองนั่งสมาธิดูก็ได้
จะได้ช่วยให้คุณรู้สึกสงบมากขึ้น และคิดฟุ้งซ่านน้อยลง
บทความดีๆ
เห็นเมียขี้เหร่จึงเลิกซะ ที่ไหนได้
พอมารู้ตัวอีกทีน้ำตาไหลพราก เสียดายเมียสุดๆ!!!
เขาเริ่มจากการทำงานเป็นช่างปูนจนๆคนหนึ่ง
และค่อยๆ ได้เลื่อนเป็นหัวหน้าช่างปูน ในเวลาไม่นานเขาก็ได้ก่อตั้งบริษัทรับเหมาก่อสร้าง
ซึ่งในขณะนี้บริษัทก่อสร้างของเขาเป็นบริษัทที่มีชื่อเสียงพอสมควร
และนี้ก็เป็นจุดเริ่มต้นให้เกิดสิ่งยั่วยวนใจเขา
ภรรยาช่างปูนจนๆคน นี้
คอยดูแลสามีมาตลอดหลายปี จากหุ่นที่ผอมเพรียวเริ่มอ้วน
ผิวพรรณที่เคยเนียนนุ่มก็เริ่มเหี่ยวลงทุกวัน ผิวพรรณที่หยาบกร้านทำให้เขารู้สึกแย่เมื่อเทียบภรรยากับผู้หญิงคนอื่น
ลักษณะรูปร่างของภรรยาทำให้เขารู้สึกเบื่อ
และเมื่อเห็นภรรยาเขาก็คิดถึงแต่เรื่องในอดีตช่วงชีวิตที่ลำบากและจน
เขา
คิดว่าชีวิตคู่ของเราทั้งสองคงจะหยุดลงได้แล้ว เขาฝากเงินในบัญชีให้ภรรยาเขา 100
ล้านหยวน เพียงพอต่อการซื้อบ้านใหม่ในเมือง เขาไม่ใช่ผู้ชายที่ไม่มีความรับผิดชอบ
เขาวางแผนชีวิตในอนาคตของภรรยาไว้ หากเขาไม่ทำเช่นนี้จะรู้สึกแย่
ไม่อยากให้ภรรยาต้องลำบาก.....
ในที่สุดก็ขอหย่ากับภรรยา
เธอ
รับฟังข้อเสนอของเขาด้วยแววตาที่สงบและถ่อมตน เมื่อถึงเวลาที่เธอต้องย้ายออกไปอยู่บ้านที่สามีซื้อไว้ให้แล้ว
ช่วงบ่ายโมงเขาก็กลับมาช่วยภรรยาย้ายบ้าน
และเป็นการจบในการใช้เวลาอยู่ร่วมกันมา20กว่าปี
ตลอดช่วงเช้าเขาทำงาน
ด้วยจิตใจที่ว้าวุ่น พอถึงตอนบ่ายเขารีบกลับบ้านก็พบว่าภรรยาได้ออกจากบ้านแล้ว
เธอวางกุญแจบ้านที่เขาซื้อให้กับสมุดบัญขีที่ฝากไว้ให้จำนวน100 ล้านหยวน
พร้อมจดหมายที่เขียนข้อความไว้ว่า :
--
ฉันไปแล้วนะ ฉันจะกลับไปบ้านแม่ฉัน
ผ้าปูเตียงซักเสร็จและตากแห้งหมดแล้ว
พับเก็บไว้ที่ห้องเก็บแต่งตัวมุมขวาของตู้ อากาศหนาวก็อย่าลืมเอาออกมาใช้นะ
เสื้อเชิตแขวนอยู่ในตู้เสื้อผ้า ถุงเท้า
เข็มขัดเก็บไว้ชั้นล่างของตู้เสื้อผ้านะ
หลังจากที่ฉันไปแล้วอย่าลืมกินยา
กระเพาะคุณไม่ค่อยดี ฉันฝากให้เพื่อนซื้อยาไว้ให้คุณน่าจะพอกินถึงครึ่งปี
อ่อ!ยังมีอีกเรื่อง
คุณชอบลืมกุญแจบ้านเป็นประจำ ฉันเลยฝากกุญแจสำรองไว้ที่ป้อมยาม
ถ้าลืมก็ไปเอาที่ป้อมยามได้
ตอนเช้าก่อนออกไปทำงานอย่าลืมปิดหน้าต่าง
เพราะถ้าฝนตกจะสาดเข้าบ้านทำให้พื้นบ้านเปียกและเสียได้
ฉันทำเกี๊ยวที่คุณชอบอยู่ในห้องครัว
กลับมาก็ต้มกินเองได้นะ.....
ตัวหนังสือของเธอในจดหมายเขียนได้ขี้เหร่มาก
แต่ตัวหนังสือทุกตัวที่แสดงถึงความจริงใจสุดซึ้ง ทำให้เขารู้สึกเจ็บตรงหัวใจ
เขา
นั่งมองเกี๊ยวที่ห่อเก็บไว้ให้เขา ทำให้เขานึกถึงเมื่อ 20 ปีก่อน
ช่างปูนจนๆคนหนึ่ง นึกถึงเสียงสับผักที่เตรียมห่อเกี๊ยวให้เขา
ทำให้เขามีความสุขและสัญญากับตัวเองไว้ว่า :
ฉันจะต้องทำให้ผู้หญิงคนนี้มีความสุขที่สุด.....
เขารีบขับรถออกไปตามหาภรรยาทันที
หลังจากนั้นครึ่งชั่วโมงเขาก็เจอภรรยาที่สถานีรถไฟ ร่างกายเขาเต็มไปด้วยเหงื่อ
เขา พูดด้วยความโมโหว่า :
"คุณจะไปไหน ผมเพิ่งเลิกงาน เหนื่อยมาทั้งวัน กลับบ้านยังไม่ได้กินข้าว
หน้าที่ภรรยาเขาทำกันแบบนี้หรือไง? ตามผมกลับบ้านเดี๋ยวนี้
! "
ภรรยาเขาน้ำตาคลอ
ค่อยๆลุกขึ้นและเดินตามหลังเขาไป จากรอยน้ำตากลายเป็นรอยยิ้ม
แต่
เธอไม่รู้ว่าผู้ชายที่เดินอยู่หน้า
ตอนนั้นร้องไห้หนักมาก....ชายคนนี้กลัวมากขณะที่ขับรถมาที่สถานีรถไฟ
เขากลัวว่าจะหาเธอไม่เจอ กลัวจะสูญเสียเธอไปตลอดชีวิต
เขาด่าและโทษ
ตัวเองว่าทำไมถึงโง่แบบนี้ ทิ้งผู้หญิงที่เขารักมาก
ผู้หญิงที่อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกันมา 20 กว่าปี
ซึ่งมันกลายเป็นอีกส่วนหนึ่งของชีวิตที่ขาดไม่ได้
ความสุขที่แท้จริงไม่ใช่จำนวนเงินในสมุดบัญชี
แต่มันคือรอยยิ้มของคนที่รักต่างหาก
ที่มา สยามอัฟเดทดอทคอมSent from Yahoo Mail on Android
กินเม็ดบัวป้องกันมะเร็งตับ
แหล่งโปรตีนเช่นเดียวกับการกินถั่วเหลือง
ที่ธัญพืชพื้นบ้านชนิดนี้สร้างความฮือฮาให้ชาวโลกคือ มีการวิจัยพบว่า
เม็ดบัวมีสารแอนติออกซิแดนต์ในปริมาณสูง ซึ่งสารนี้มีคุณสมบัติหลายอย่าง เช่น
ชะลอการเสื่อมของอวัยวะและผิวพรรณ ป้องกันมะเร็ง โดยเฉพาะมะเร็งตับ
เม็ดบัวมีประโยชน์ทางยาสูงมาก
แพทย์แผนไทย แนะนำว่า ช่วยบำรุงกำลัง แก้โรคข้อต่างๆ แก้ร้อนใน กระหายน้ำ
ส่วนแพทย์แผนจีนบอกว่า ช่วยบำรุงไต ม้าม หัวใจ
และตับซึ่งตรงกับงานวิจัยในต่างประเทศที่ระบุว่า
“สารแอนติออกซิแดนต์จะช่วยปกป้องและบำรุงตับ
โดยเฉพาะตับที่ต้องขับสารแอฟลาท็อกซิน(Aflatoxin) ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดมะเร็งตับออกจากร่างกาย
การกินเม็ดบัวจึงสามารถป้องกันการเกิดมะเร็งได้”
เม็ดบัวไทยมีปริมาณสารแอนติออกซิแดนต์สูงกว่าเม็ดบัวจีน
5-6 เท่า
ส่วนชนิดอบแห้งนั้น เรานำมาทำอาหารคาวหวานได้หลากหลาย
ที่คุ้นเคยกันดี คือ น้ำอาร์ซี เม็ดบัวต้มน้ำตาลทรายแดง ผสมในเต้าฮวย หรือเต้าทึง
ข้าวอบใบบัว เป็นต้น
ส่วนเคล็ดลับการเลือกซื้อให้ได้ของสดใหม่
คุณภาพดีมีดังนี้ค่ะ
ชนิดอบแห้ง
1. ควรเลือกเมล็ดที่มีสีเหลืองนวล
ถ้ามีสีเหลืองเข้ม แสดงว่าเป็นเม็ดบัวเก่าที่เก็บไว้นานแล้ว เมล็ดไม่แตกหัก
และไม่มีฝุ่นละอองปนเปื้อน
2. ขั้วเมล็ดไม่ดำคล้ำ
เพราะจะเป็นเมล็ดที่เก็บไว้นานแล้ว
3. ไม่มีกลิ่นสาบหรือเหม็นหื่น
ชนิดฝักสด
เลือกฝักที่มีเมล็ดขนาดใหญ่
สีเขียวอ่อน จะได้เม็ดบัวที่มีเนื้อกรอบ หวานกำลังดี คราวนี้ถ้าเจอฝักบัวสดในตลาดอย่าลืมซื้อติดไม้ติดมือมาคนละสองสามกำนะคะ.
(ขอขอบคุณข้อมูลจาก: http://www.xn--q3crcb2c6azmd.com/)
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น