วิธีการตรวจสอบว่าร่างกายของเราเริ่มอ่อนแอ เนื่องจากการติดเชื้อHIV มีลักษณะ ดังต่อไปนี้
ภายหลังการได้รับเชื้อ
ร่างกายต้องใช้เวลาในการสร้างปฏิกิริยาตอบสนองต่อเชื้อ ในปัจจุบันในการวินิจฉัยว่าติดเชื้อหรือไม่
เราไม่ได้ตรวจหาเชื้อโดยตรง
แต่เป็นการตรวจว่าร่างกายเรามีปฏิกิริยาต่อเชื้อหรือไม่ โดยการตรวจหาแอนติบอดีต่อเชื้อ
HIV (Anti-HIV
antibody) ซึ่งการตรวจดังกล่าวอาจให้ผลลบได้ในกรณีที่ได้รับเชื้อมาใหม่
ๆ เนื่องจากร่างกายยังไม่ได้สร้างปฏิกิริยาตอบสนอง
(ควรตรวจหลังจากเกิดความเสี่ยงแล้ว 3 เดือนขึ้นไป)
ภายหลังการรับเชื้อบางรายอาจไม่มีอาการใด ๆ เลย
บางรายอาจมีอาการเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่ว ๆ ไป เช่น มีไข้ ผื่นตามตัว
ต่อมน้ำเหลืองโต เจ็บคอ อาการมักกินเวลาสั้น ๆ และหายไปได้เอง
หลังจากนั้นผู้ป่วยจะไม่มี อาการใด ๆ เลย
อาการข้างต้นจะเหมือนหรือคล้ายกับการติดเชื้อหวัด
ทำให้บางรายไม่ได้สังเกต หรือบางรายอาจคิดว่าเป็นหวัดทั่วๆไป เลยทำให้การสังเกตจากลักษณะอาการหลังการติดเชื้อเป็นไปได้ยาก
อาการของโรคติดเชื้อ HIV
อาการของการติดเชื้อ HIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรค เนื่องจากเชื้อ HIV เป็นไวรัสชนิดหนึ่ง อาการของการติดเชื้อ HIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือ มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย เราไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอาการ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อ HIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ฉะนั้นผู้ที่มีพฤติกรรม เสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือด ในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้
อาการของโรคติดเชื้อ HIV
อาการของการติดเชื้อ HIV จะมีความหลากหลายขึ้นกับระยะของโรค เนื่องจากเชื้อ HIV เป็นไวรัสชนิดหนึ่ง อาการของการติดเชื้อ HIV จะเหมือนอาการของไข้หวัดคือ มีไข้ ปวดศีรษะ มีผื่น อ่อนเพลีย เราไม่สามารถวินิจฉัยได้จากอาการ แม้ว่าผู้ได้รับเชื้อ HIV จะไม่มีอาการแต่เขาสามารถแพร่เชื้อสู่ผู้อื่นได้ ฉะนั้นผู้ที่มีพฤติกรรม เสี่ยงควรได้รับการเจาะเลือด ในช่วงแรกของการติดเชื้อ HIV คุณอาจจะมีอาการดังต่อไปนี้
- ต่อมน้ำเหลืองโต ตับม้ามโต
มักจะเป็นอาการอันแรกของการติดเชื้อ
- ท้องร่วง บางคนอาจจะเรื้อรัง
- น้ำหนักลด.
- มีไข้
- ไอและหายใจลำบาก
เมื่อไม่ได้รับการรักษาเชื้อก็จะแบ่งตัวเรื่อยและทำลายระบบภูมิคุ้มกันและกลายเป็นโรคเอดส์ซึ่งจะมีอาการดังนี้
- เหงื่ออกกลางคืน
- ไข้หนาวสั่น ไข้สูงเรื้อรัง
- ไอเรื้อรังและหายใจลำบาก
- ท้องร่วงเรื้อรัง
- ลิ้นเป็นฝ้าขาว
- ปวดศีรษะ
- ตามัวลงหรือเห็นเป็นเส้นลอยไปมา
- น้ำหนักลด
- การติดเชื้อฉวยโอกาส
- เป็นโรคติดเชื้อทางเดินหายใจบ่อย
- หากเป็นผู้หญิงก็มีอาการตกขาวบ่อย
- เพลียและเหนื่อยง่าย
- บางคนมีผื่นตามตัว
เชื้อไวรัสจะส่งผลให้ระดับเม็ดเลือดขาวที่เรียกว่าซีดีโฟร์ลดลงอย่างช้า
ๆ จนผู้ป่วยเริ่มเกิดอาการของ HIV
เกิดขึ้น เช่นฝ้าในปาก ผื่นคันตามตัว น้ำหนักลด
โดยส่วนใหญ่มักเกิดอาการเมื่อระดับซีดีโฟร์ต่ำกว่า 200 cell/mm3 อัตราเฉลี่ยของประเทศไทยตั้งแต่รับเชื้อจนเริ่มป่วยใช้เวลา 7-10 ปี
ในช่วงที่เรามีเชื้อ HIV อยู่ในร่างกายแต่ไม่ป่วยเพราะเรายังมีภูมิคุ้มกันที่ยังควบคุม
หรือจัดการกับเชื้อโรคที่เข้าสู่ร่างกายได้อยู่ เรียกว่า เป็นผู้ติดเชื้อ
และเมื่อภูมิคุ้มกันถูกทำลายเหลือจำนวนน้อย จนไม่สามารถควบคุม หรือจัดการกับเชื้อโรคบางอย่างได้ทำให้เราป่วยด้วยเชื้อโรคนั้น ๆ
เรียกว่าเราเริ่มมี ภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง เป็นผู้ป่วยเอดส์
โรคที่เราป่วยเนื่องจากภาวะภูมิบกพร่อง เรียกว่า โรคฉวยโอกาส
จริงๆแล้ว
ไม่อยากให้ยึดอาการเริ่มต้นเมื่อได้รับเชื้อ
ว่ามีอาการอย่างนั้นอย่างนี้แล้วสรุปได้เลยว่าได้รับเชื้อ HIV แล้ว เพราะความเป็นจริงถึงแม้ข้อมูลทางวิชาการจะบอกไว้ว่า
อาการเริ่มแรกเมื่อได้รับเชื้อไม่นาน ประมาณ 1-2 อาทิตย์จะมีอาการคล้ายๆไข้หวัด
อันนี้ก็ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่ได้รับเชื้อจะต้องมีอาการอย่างนี้ทุกคน แล้วก็ ไม่ได้หมายความว่าผู้ที่มีอาการอย่างนี้คือการเริ่มได้รับเชื้อ HIV
เพราะอาการเหล่านี้เป็นอาการที่ไม่ใช่การชี้ชัด
อาจจะเป็นอย่างอื่นที่ไม่ใช่การรับเชื้อ HIV เช่นอาจเป็นไข้หวัดจริง
หรืออาจป่วยด้วยอย่างอื่นที่ไม่ใช่การรับเชื้อ HIV อยากให้ยึดหลักการว่า การที่จะฟันธงว่าใครคนหนึ่งได้รับเชื้อ
ควรดูจากผลการตรวจเลือดที่ 3 เดือนเท่านั้น
ในระหว่างรอระยะเวลา ให้สามารถตรวจหาภูมิต้านทานต่อเชื้อไวรัส
HIV ได้นั้นช่วงนี้อาจเป็นข่วงที่เครียดมากๆ
ผลของความเครียดอาจทำให้เราเกิดความผิดปกติเล็กๆน้อยๆของสภาพร่างกาย
บวกกับความวิตกกังวลอาจเห็นว่าอาการนั้นอาการนี้ใกล้เคียงกับข้อมูลที่ได้รับมา
ก็จะยิ่งทำให้เราติดอยู่ในกับดักความเครียดเข้าไปอีกอยากให้พยายามใช้ความสงบเข้าไว้ครับ
ใช้สมาธิมาเข้ามาเสริม พยายามทำให้ทุกอย่างดูเหมือนปกติเพราะวิตกกังวลไปก็ไม่สามารถแก้ไขอะไรได้
จะได้ไม่เสียสุขภาพจิตในระหว่างรอทำการตรวจ ในช่วงระหว่างนี้ให้ระวังเรื่องการมีเพศสัมพันธ์
หรือให้ใช้ถุงยางอนามัยเสมอเพื่อป้องกันความเสี่ยงไว้ก่อน
อีกทางเลือกสำหรับผู้ที่ไม่อยากรอนานจนถึง
3 เดือน
ก็อาจจะเข้าไปขอให้แพทย์ช่วยตรวจหาตัวเชื้อไวรัส HIVให้แทน
(ตรวจหาแอนติเจน) ซึ่งการตรวจหาแอนติเจนใช้ระยะเวลาหลังการเกิดความเสี่ยงไปแล้วประมาณ
1 เดือน ก็สามารถตรวจได้
แต่ค่าใช้จ่ายจะสูงกว่าการตรวจหาแอนติบอดีย์ทั่วๆไปแต่สุดท้ายก็ต้องมาตรวจหาแอนติบอดีย์อีกเมื่อครบ
3 เดือนอีกครั้ง




ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น